การเมือง Share0 Tweet

เพื่อไทย จี้ ประยุทธ์ คือตัวปัญหา ขนาด ธปท. และทีดีอาร์ไอ ยังห่วงหนัก

Nabi
เพื่อไทย จี้ ประยุทธ์ คือตัวปัญหา ขนาด ธปท. และทีดีอาร์ไอ ยังห่วงหนัก

“เพื่อไทย” จี้ “ประยุทธ์” คือตัวปัญหา ขนาด ธปท. และทีดีอาร์ไอ ยังห่วงหนัก ชี้ ไทยเสียโอกาสพัฒนาเพราะผู้นำขาดความรู้ความเข้าใจ แนะ ไทยพลาดอีกไม่ได้แล้ว ผู้นำพิการทางความคิดต้องไปได้แล้ว

เพื่อไทย จี้ ประยุทธ์ คือตัวปัญหา ขนาด ธปท. และทีดีอาร์ไอ ยังห่วงหนัก

นายเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ ส.ส. อุบลราชธานี กรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงแสดงความกังวลว่าการระบาดของไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลต้าในรอบนี้จะควบคุมได้ยาก สภาพเตียงล้น ของผู้ป่วยในปัจจุบัน จากการล่าช้าของวัคซีน ส่งผลกระทบลามไปทั่วทุกจังหวัด และ จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจ ที่เดิมคาดว่าจะขยายลดลงมา 1.8 % แต่คงเป็นไปได้ยากแล้วและจะลดต่ำลงมาอีก อีกทั้งจะมีคนตกงานเพิ่มขึ้นอีกมาก ซึ่งตรงกับคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย

เพื่อไทย จี้ ประยุทธ์ คือตัวปัญหา ขนาด ธปท. และทีดีอาร์ไอ ยังห่วงหนัก

โดย นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคด้านเศรษฐกิจ ได้ออกมาเตือนประชาชนเช่นกันก่อนหน้านี้แล้ว และทีดีอาร์ไอ ได้ออกแถลงปัญหาการแพร่ระบาดครั้งนี้ โดยระบุชัดเจนว่าเป็นความผิดของรัฐบาลและจะต้องหาคนมารับผิดชอบเพื่อลงโทษ ซึ่งหากได้มองย้อนหลังจะพบว่าพรรคเพื่อไทยได้เสนอแนะแนวทางการรับมือกับวิกฤตการณ์นี้มาตลอด

เพื่อไทย จี้ ประยุทธ์ คือตัวปัญหา ขนาด ธปท. และทีดีอาร์ไอ ยังห่วงหนัก

โดยเฉพาะเรื่องวัคซีนที่พลเอกประยุทธ์บริหารล้มเหลวอย่างหนัก จนเป็นสาเหตุหลักของการแพร่ระบาดอย่างมากในครั้งนี้ ดังนั้นหากพลเอกประยุทธ์เปิดใจรับฟังและนำไปพิจารณาปฏิบัติ ป่านนี้คงไม่ย่ำแย่ล้มเหลวเละเทะขนาดนี้ ซึ่งยังมองไม่เห็นเลยว่า จะหยุดยั้งการระบาดและจะฟื้นเศรษฐกิจกลับมาได้อย่างไร ดังนั้นผู้ที่จะต้องรับผิดชอบทั้งหมดเต็มๆก็คือพลเอกประยุทธ์นั่นเอง โดยล่าสุดผลการสำรวจของสื่อใหญ่พบว่าประชาชนที่เชื่อว่ารัฐบาลพลเอกประยุทธ์จะไม่สามารถแก้ปัญหาโควิดครั้งนี้ได้มีถึง 96.3% มีคนเชื่อว่าทำได้เพียง 3.7% เท่านั้น แสดงถึงความเชื่อถือไม่เหลือแล้ว

เพื่อไทย จี้ ประยุทธ์ คือตัวปัญหา ขนาด ธปท. และทีดีอาร์ไอ ยังห่วงหนัก

ทั้งนี้หากพิจารณาย้อนหลัง พรรคเพื่อไทยได้เสนอให้พลเอกประยุทธ์ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศโดยเฉพาะทางด้านคมนาคมที่พรรคเพื่อไทยเคยเสนอไว้หลายโครงการในสมัยรัฐบาลนายกยิ่งลักษณ์ ในจำนวนเงินกว่า 2.2 ล้านล้านบาท โดยเฉลี่ยการลงทุนเพียงปีละ 3-4 แสนล้านบาททุกปี แต่พลเอกประยุทธ์ไม่ยอมทำอ้างว่าไม่มีเงิน แต่พอเกิดการระบาดของไวรัสกลับใช้เงินกู้จำนวนมหาศาลได้ นับเป็นเงินหลายล้านล้านบาท รัฐบาลใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 20 ล้านล้านบาท สร้างหนี้สาธารณะจะทะลุ 9 ล้านล้านบาท และจะทะลุเพดาน 60% แล้ว แต่ประเทศกลับไม่ได้มีการพัฒนา

เพื่อไทย จี้ ประยุทธ์ คือตัวปัญหา ขนาด ธปท. และทีดีอาร์ไอ ยังห่วงหนัก

ซึ่งถ้าพลเอกประยุทธ์มีความเข้าใจทางเศรษฐกิจและยินยอมทะยอยลงทุนพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่ 7 ปีที่แล้ว ป่านนี้เศรษฐกิจไทยคงพัฒนาไปไกลกว่านี้มาก และหนี้ก็จะไม่มากกว่านี้ เพราะจีดีพีจะสูงขึ้นอีกมากในแต่ละปีตามการลงทุน แต่พลเอกประยุทธ์กลับใช้เงินสะเปะสะปะ เงินส่วนใหญ่นำไปซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์บ้าง ไปแจกมั่วบ้าง ไม่ได้นำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ ไม่ก่อให้เกิดการจ้างงาน 7 ปีที่ผ่านมาถนนท้องถิ่นไม่พัฒนาจนโดรงสร้างพื้นฐานไทยไม่ดึงดูดนักลงทุนอีกต่อไปแล้ว ตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติต่ำที่สุดในภูมิภาค จีดีพีของไทยถึงโตต่ำเตี้ยมาตลอด 7 ปี และได้ตัดสินใจทำรถไฟความเร็วสูงเพียง 3.5 กม. เท่านั้น ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรเลย เหมือนโยนเงินทิ้งไปเปล่าๆ และ รมว. คมนาคม คนที่ทำรถไฟความเร็วสูงเพียง 3.5 กม. ก็มาเป็น รมว. คลังในรัฐบาลนี้ ดังนั้นจึงทำให้ระบบการเงินการคลังของประเทศอยู่ในสภาพเช่นทุกวันนี้

เพื่อไทย จี้ ประยุทธ์ คือตัวปัญหา ขนาด ธปท. และทีดีอาร์ไอ ยังห่วงหนัก

การที่รัฐบาลไม่ยอมลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสอย่างมาก เพราะปัจจุบันจะมาลงทุนพัฒนา ราคาค่าก่อสร้างก็พุ่งสูงมากกว่าเดิมเป็นหลายเท่าแล้ว อีกทั้งถ้าสร้างเสร็จก่อนประเทศก็พัฒนาก่อนโดยเฉพาะการพัฒนาในเชิงพื้นที่ ซึ่งพลเอกประยุทธ์คงคิดไม่ได้เพราะเป็นผู้นำที่พิการทางความคิดในทุกด้านแล้ว ยกตัวอย่างเช่นรถไฟความเร็วสูงจากจีนจะมาถึงเมืองเวียงจันทร์ ประเทศลาวโดยจะเปิดบริการภายในสิ้นปีนี้ในขณะที่รถไฟความเร็วสูงของไทยยังไม่ไปไหนเลย ทั้งที่เริ่มต้นโครงการในเวลาพร้อมๆกัน

เพื่อไทย จี้ ประยุทธ์ คือตัวปัญหา ขนาด ธปท. และทีดีอาร์ไอ ยังห่วงหนัก

ซึ่งหากไทยสร้างรถไฟความเร็วสูงถึงจังหวัดหนองคายและเชื่อมต่อไปเวียงจันทน์ได้ นักท่องเที่ยวชาวจีนก็จะสามารถมาเที่ยวประเทศไทยและจังหวัดต่างๆในภาคอีสานได้ คนอีสานก็จะได้รับประโยชน์กันหมด ปัจจุบันนอกจากมีจะดำเนินการโครงการต่างๆที่ล่าช้าและราคาสูงมากแล้ว ยังปรากฏข่าวคราวความไม่โปร่งใสในการประมูลระบบคมนาคมในหลายโครงการ เช่น รถไฟใต้ดิน และ รถไฟรางคู่ เป็นต้น จนเป็นที่อื้อฉาวทำให้ประชาชนไม่พอใจกันอย่างมาก

ในภาวะวิกฤตินี้ ประเทศไทยต้องการผู้นำที่เก่งและต้องมีความฉลาดอย่างเฉียบแหลม จะมาทำพลาดซ้ำๆเหมือน 7 ปีที่ผ่านมาไม่ได้แล้ว ไทยไม่สามารถที่จะพลาดได้อีกต่อไปแล้ว เพราะประเทศไทยเสียหายมามากแล้ว และไม่มีอะไรจะเหลือให้พลาดอีก ดังนั้นผู้นำพิการทางความคิดต้องรู้ตัวแล้วและจะต้องออกไปได้แล้วก่อนประชาชนจะทนกันไม่ไหวต้องออกมาขับไล่



แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook